การสาวไหม

การสาวไหม


การสาวไหมการสาวไหม คือ การดึงเส้นใยออกจากรังไหม เส้นไหมที่ได้มาจากการดึงเส้นใยจากรังไหมหลาย ๆ รังรวมเป็นเส้นเดียว โดยเส้นใยจะพันกันเป็นเกลียวทำให้เกิดการยึดเกาะซึ่งกันและกัน เส้นไหมที่ได้จึงมีความเหนียวทนทานและเลื่อมมันจากการหักแหของแสง

การสาวไหมในปัจจุบันสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. การสาวไหมในระดับเกษตรกร เป็นการสาวไหมโดยเกษตรกร เครื่องสาวไหมที่ใช้จะมีทั้งแบบพื้นบ้าน แบบปรับปรุงโดยใช้แรงคนและแบบปรับปรุงโดยใช้มอเตอร์ เป็นต้น เส้นไหมที่ผลิตได้ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดจะใช้เป็นเส้นพุ่งในการผลิตผ้าไหม
2. การสาวไหมในระดับอุตสาหกรรม เป็นการสาวไหมในโรงงาน เครื่องสาวไหมที่ใช้เป็นเครื่องจักรที่ทันสมัย ได้แก่ เครื่องสาวแบบมัลติเอ็น และเครื่องสาวแบบอัตโนมัติ เส้นไหมที่ได้จะละเอียดไม่มีปุ่มปน มีความหนาและความยืดตัวได้มาตรฐาน สามารถผลิตได้ทั้งเส้นยืดและเส้นพุ่ง


การคัดแยกรังไหม

รังไหมก่อนที่จะนำมาสาว เกษตรกรจะต้องมีการคัดแยกรังไหมเพื่อแยกรังเสียออก เพื่อให้เส้นไหมที่ออกมามีคุณภาพดี ถ้าหากไม่มีการคัดแยกนำรังดีและรังเสียมาสาวปนกัน คุณภาพเส้นไหมที่ได้ก็จะมีคุณภาพลดลงด้วย
ลักษณะรังเสียที่จะมีผลต่อคุณภาพของเส้นไหมที่สาวได้ในด้านความเรียบและความสะอาดของเส้นไหม และนอกจากนี้ยังมีผลต่อการสาวทำให้เส้นไหมขาดบ่อย ลักษณะรังเสียดังกล่าวที่ต้องทำการคัดแยกออกได้แก่
1. รังแฝด คือ รังไหมที่มีหนอนไหมตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปทำรังอยู่ในรังเดียวกันจะทำให้เส้นไหมขาดบ่อย ๆ เวลาสาว เพราะเส้นไหมพันกันเส้นไหมที่ได้จะมีคุณภาพต่ำ ในด้านความเรียบ ความสะอาด และความสามารถในการสาวออก
2. รังเจาะ รังพวกนี้เกิดจากการเจาะของแมลงวันลายหรือมด รังจะเกิดรูทำให้เส้นไหมขาดเวลาสาว
3. รังสกปรกภายใน เกิดจากดักแด้ภายในรัง ทำให้เกิดรอยเปื้อนสกปรกภายใน เวลานำมาสาวเส้นไหมจะสกปรก และขาดง่ายตรงรอยเปื้อน
4. รังสกปรกภายนอก มักเกิดจากเปื้อนปัสสาวะของหนอนไหมครั้งสุดท้ายก่อนทำรังหรือจากหนอนไหมที่เป็นโรคตายไม่ทำรัง ทำให้เปื้อนรังไหมอื่น ๆ ที่ทำรังในจ่อเดียวกันเมื่อนำมาสาวจะดึงเส้นยาก หาเงื่อนยาก เส้นไหมไม่เรียบและไม่สะอาด
5. รังเบา เกิดจากการจับหนอนไหมที่เป็นโรคเข้าจ่อทำรัง เมื่อพ่นเส้นใยทำรังเพียงเล็กน้อยก็จะตายทำให้ได้รังบางผิดปกติ หรือบางครั้งเกิดจากจับไหมเข้าจ่อช้าเกินไป ไหมสุกมาก ๆ จึงพ่นเส้นใยตามของกระด้งหรือเหลี่ยมมุมของโต๊ะเลี้ยงไหม ทำให้มีเส้นใยน้อย จึงสร้างรังได้บางผิดปกติรังไหมชนิดนี้ไม่นิยมนำไปต้มสาว เพราะถ้าต้มสาวรวมกับรังปกติจะทำให้เละก่อน
6. รังหลวม เป็นรังที่เกิดขึ้นเนื่องจากสภาพแวดล้อมในขณะไหมทำรังไม่เหมาะสมทำให้เกิดรังประเภทนี้ได้ ถ้านำไปสาวจะเกิดการขาดบ่อย ๆ เพราะรังไหมจะแยกเป็นชั้น ๆ ทำให้คุณภาพเส้นไหมไม่ดี
7. รังบางหัวท้าย ลักษณะรังประเภทนี้ส่วนหัวจะแหลมผิดปกติเวลานำไปต้มจะเละบริเวณส่วนแหลมก่อน และถ้านำมาสาวจะขาดบริเวณหัวแหลม ทำให้ความสามารถในการสาวออกและประสิทธิภาพการสาวลดลง
8. รังผิดรูปร่าง รังไหมนี้มักเกิดจากลักษณะจ่อไม่ถูกต้อง หรือเกิดจากหนอนไหมอ่อนแอ ทำรังไม่สมบูรณ์ ลักษณะรังมักจะบิดเบี้ยวและไม่สม่ำเสมอ รังประเภทนี้เวลานำไปต้มกับรังดี มักจะเละก่อนหรือบางทีก็แข็ง ขึ้นอยู่กับรูปร่างของรังนั้น ๆ ว่าผิดปกติลักษณะใด
9. รังติดข้างจ่อ รังประเภทนี้เกิดจากการที่หนอนไหมทำรังติดข้าง ๆ จ่อ ลักษณะรังจะแบนผิดปกติและหนาเป็นบางส่วน สาเหตุเกิดจากจับไหมเข้าจ่อแน่นเกินไป หนอนไหมมีพื้นที่ทำรังไม่เพียงพอหรืออาจเกิดจากการใช้จ่อที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
10. รังบุบ รังไหมประเภทนี้พบบ่อย ๆ ในกรณีขนส่งโดยไม่ระมัดระวัง ทำให้รังไหมเกิดการกระทบกระแทกกัน รังไหมนี้ถ้านำไปสาวจะเกิดการขาดบ่อย ๆ ตรงบริเวณส่วนที่ยุบลงไป
11. รังเป็นเชื้อรา เกิดจากการอบแห้งไม่สมบูรณ์และบางครั้งไม่มีการควบคุมความชื้นในห้องเก็บรังไหมดีพอ ทำให้เกิดเชื้อราขึ้นได้ ซึ่งความซื้นสัมพัทธ์ในห้องที่ใช้เก็บรังไหมอบแห้งไม่ควรเกิน 70% รังไหมประเภทนี้ไม่ควรนำไปสาว เพราะเส้นใยจะเสื่อมคุณภาพ

การต้มรังไหมและการหาเงื่อนเส้นไหม

การต้มรังไหม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กาวซิริซินซึ่งเป็นโปรตีนที่ยึดเส้นไหม ละลายและอ่อนตัว เส้นไหมจะคลายตัวออกอย่างเป็นระเบียบทำให้สาวเส้นไหมออกได้ง่าย
การต้มรังไหมเป็นงานเทคนิคอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ทำการต้มต้องศึกษาและฝึกให้ชำนาญจึงจะทำการต้มรังไหมได้ดี ถ้าต้มรังไหมและมากไปก็จะเกิดเศษไหมมากตอนดึงหาเงื่อน หากต้มรังไหมแข็งเกินไปก็จะทำให้สาวขาดบ่อย ๆ ดึงเส้นใยยากจะต้องนำไปต้มหาเงื่อนรังอีก ทำให้เกิดเศษไหมมากขึ้น เส้นใยที่สาวได้ก็ลดลง  นอกจากนี้น้ำที่ใช้ต้มรังไหมต้องเป็นน้ำสะอาดไม่กระด้างเพราะการใช้น้ำกระด้างต้มจะทำให้เกิดขี้ไหมมากขึ้นในเวลาสาว
การต้มรังไหมสามารถแบ่งได้ 2 ชนิด ซึ่งแบ่งตามลักษณะการลอยของรังไหม ถ้ารังไหมมีน้ำภายในรัง 95% หรือน้อยกว่ารังไหมก็จะลอยน้ำ การต้มรังไหมแบบนี้เหมาะกับการสาวไหมด้วยความเร็วสูงและอุณหภูมิสูง เช่น การสาวแบบพื้นบาน แต่ถ้ารังไหมมีน้ำภายในรัง 97% หรือมากกว่ารังไหมก็จะจมน้ำ ซึ่งเหมาะกับการสาวไหมโดยเครื่องมัลติเอ็น หรือเครื่องสาวแบบอัตโนมัติ ที่ใช้อุณหภูมิในการสาวไหมไม่สูง เช่น 38 –40 องศาเซลเซียส
1. การต้มแบบรังไหมลอย เติมน้ำใส่ภาชนะแล้วต้มให้ได้ 95 – 98 องศาเซลเซียส ใส่รังไหมให้จมทิ้งไว้ 30 – 60 วินาที ต่อมานำไปแช่น้ำอุ่น 60 – 70 องศาเซลเซียส นาน 1 – 3 นาที แล้วจึงนำไปแช่ที่น้ำร้อน 98 – 99 องศาเซลเซียส ให้จมน้ำนาน 2 – 3 นาที แล้วปล่อยให้ลอยน้ำ ต้มต่อไปนาน 4 – 6 นาที ค่อย ๆ ลดอุณหภูมิของน้ำลงจนถึง 95 – 96 องศาเซลเซียส แล้วทิ้งไว้ในน้ำนาน 1 นาที
2. การต้มแบบรังไหมจม นำรังไหมไปต้มในน้ำร้อน 98 – 100 องศาเซลเซียส นาน 30 –60 วินาที แล้วนำมาใส่ในน้ำอุ่น 50 – 60 องศาเซลเซียส นาน 1 – 3 นาที แล้วจึงนำไปแช่ให้จมในน้ำร้อน 100 องศาเซลเซียส นาน 4 – 5 นาที แล้วนำไปใส่ในน้ำอุ่นอีกครั้งนาน 1 – 3 นาที เพื่อให้น้ำซึมเข้าไปในรังไหม จากนั้นต้มรังไหมในน้ำร้อนอีกครั้งนาน 2 – 3 นาที โดยเทน้ำราดรังไหมตลอดเวลา

สำหรับการสาวไหมแบบพื้นบ้าน เกษตรกรอาจจะทำการต้มรังไหมโดยต้มน้ำให้ร้อนเกือบเดือดหรือประมาณ 90 องศาเซลเซียส แล้วจึงนำรังไหมที่เตรียมไว้ใส่ลงในหม้อต้มสาว กดรังไหมให้จมลงใต้น้ำเพื่อไล่อากาศออกจากรังไหม รังไหมด้านในจะอ่อนตัวลง สีผิวรังไหมจะเปลี่ยนเป็นสีฉ่ำน้ำทั้งรัง รักษาระดับอุณหภูมิของน้ำไว้ที่ประมาณ 60 – 70 องศาเซลเซียส

ในกรณีที่รังไหมที่นำมาสาวเป็นรังไหมที่อบแห้งหรือผึ่งแดดไว้ให้แห้ง เนื่องจากสาวไหมไม่ทัน ก่อนที่จะนำรังไหมมาต้ม ต้องไล่อากาศออกจากรังไหมเพื่อให้รังไหมดูดซึมน้ำเข้า โดยนำไปต้มในน้ำร้อน 90 – 100 องศาเซลเซียส ประมาณ 5 – 10 นาที เพื่อไล่อากาศออกจากรังไหมแล้วนำรังไหมไปใส่ในน้ำอุ่น หรือลดอุณหภูมิทันที่ โดยการพรมน้ำหรือเติมน้ำเย็นลงไปเพื่อให้นำเข้าไปแทนที่อากาศภายในรัง

การต้มรังไหมก่อนที่จะสาวโดยวิธีการดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อมูลพื้นฐานในการต้มรังไหม ทั้งนี้รังไหมแต่ละชนิดและสายพันธุ์มีความแตกต่างกัน อาจต้องปรับระยะเวลาและอุณหภูมิในการต้มไปบ้าง ซึ่งต้องอาศัยทักษะความชำนาญของผู้ทำการต้ม

การหาเงื่อน รังไหมที่ต้มแล้วจะมีเส้นไหมกระจายออกจากผิวรังนำเส้นไหมนั้นมาดึงเพื่อที่จะหาเงื่อน โดยดึงเส้นใยออกมาจนได้เส้นใยไหม 1 เส้นต่อรัง ซึ่งจะได้เป็นรังไหมที่พร้อมจะทำการสาว หลังจากนั้นจึงนำรังไหมที่ต้มมาแช่ในน้ำอุณหภูมิประมาณ 30 – 40 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิน้ำร้อนเกิดไปจะทำให้เซริซินละลายมาก ผลผลินเส้นไหมที่ได้จะลดลง ถ้าน้ำเย้นเกินไปจะทำให้สาวยาก ปริมาณน้ำที่ใส่พอท่วมรังไหมและไม่ควรแช่รังไหมไว้นาน ควรสาวไหมทันทีหลังจากต้มรังเสร็จ